มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ

  • Universal Foundation for Persons with Disabilities Establishment

            ในระหว่างปี พ.ศ. 2538-2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจประสบปัญหาล้มละลายและมีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก ผมจึงได้เขียนหนังสือ ”สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส” ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักธรรมคำสอนของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์(ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) และ ซิสเตอร์โรสมัวร์(แม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) หลักธรรมคำสอนของทั้ง 2 ท่าน ได้ช่วยให้ผมมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตจนประสบผลสำเร็จ ได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหวังว่าหนังสือ “สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส” จะให้กำลังใจ แก่ผู้อ่านในการที่จะต่อสู้ชีวิตทำให้ตนเองมีความสุขได้ แม้จะต้องพบกับมรสุมชีวิตอย่างหนักก็ตาม ที่เรียกว่ารู้จักนำเคราะห์มาสร้างโอกาส ในขณะเดียวกันทำให้ผมนึกถึงคนพิการอีกจำนวนมากที่ยังประสบความทุกข์ยากลำบากไม่มีโอกาสเหมือนผม ผมจึงตัดสินใจที่จะนำรายได้จากการขายหนังสือ และเชิญชวนผู้อ่านหนังสือบริจาคเงินร่วมกับผมจัดตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการเหมือนอย่างที่ผมได้รับ ผมและครอบครัวสามารถรวบรวมเงินและจัดตั้งเป็นมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้สำเร็จเรียบร้อยในวันที่ 2 ก.พ. 2542 เลขใบอนุญาตที่ ต. 50/2542 โดยใช้บ้านของผมเองเป็นที่ตั้งของมูลนิธิ บ้านเลขที่ 5/2 ซอยอรุณอมรินทร์ 37 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

    http://www.wiriya-ufp.org

ร่วมโหวตและแสดงความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้

ข้อมูลองค์กร

ประเภท: 

หมายเลขจดทะเบียนองค์กร: 

0460

ปีที่ก่อตั้ง: 

2542

ขนาดองค์กร: 

เล็ก

แนะนำองค์กร

ประวัติความเป็นมาของมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

  1. มูลเหตุของการก่อตั้ง
ผมศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นระเบิดโดยไม่รู้ตัว
ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 15 ปี ทำให้ตาบอด มองไม่เห็น นิ้วมือซ้ายขาด 2 นิ้ว ผมเข้า
รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยความหวังว่าจะมองเห็น จนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2511 หลังจากได้รับการผ่าตัดตา
และมือหลายครั้ง ผมจึงทราบความจริงว่าต้องตาบอดไปตลอดชีวิต ผมเสียใจมากเพราะเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนายแพทย์ แต่ความฝันนั้นมลายหายไปพร้อมกับตวงตา ผมนึกไม่ออกว่าคนตาบอดจะทำอะไรได้นอกจากขอทาน หรือพึ่งพาญาติ
พี่น้องให้เลี้ยงดูตลอดไป
        อย่างไรก็ตามพี่ชายของผมได้ไปติดต่อขอให้ผมได้เข้าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ครั้งแรกได้รับการปฏิเสธจาก เจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลว่ามีอายุมากแล้วควรไปฝึกอาชีพแทน พี่ชายของผมกลัวว่าจะได้รับอุบัติเหตุจากใบเลื่อยไฟฟ้าทำให้
นิ้วขาดเพิ่ม จึงได้พาผมไปติดต่อโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพอีกเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้ผมโชคดีที่ได้พบ มิส เจเนวีฟ 
คอลฟิลด์ สตรีตาบอดชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งโรงเรียนและ ซิสเตอร์ โรส มัวร์ แม่ชีชาวไอริช ซึ้งเป็นแม่อธิการโรงเรียนสอน
คนตาบอดกรุงเทพ ท่านทั้งสองได้ให้ความกรุณารับผมเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดในวันนั้นเลย 
        หลังจากผมได้ฝึกหัดในการช่วยเหลือตนเอง ได้เรียนหนังสืออักษรอักษรเบรลล์และการใช้เครื่องพิมพ์ดีดทั้ง เครื่องพิมพ์ดีดที่พิมพ์อักษรเบรลล์และเครื่องพิมพ์ดีดทั่วไปทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากนั้นผมได้รับโอกาส ไปเรียนร่วมกับนักเรียนและนักศึกษาทั่วไป ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลในปี พ.ศ. 2511 , โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักในปี 
พ.ศ.2513 และคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปีพ.ศ. 2515 เมื่อศึกษาจบแล้วได้สอบคัดเลือกเป็นอาจารย์ ประจำคณะนิติศาสตร์หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. 2519 ผมได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดีจนประสบความ
สำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 
        ท่านทั้งสองได้บอกพวกเราคนตาบอดเสมอว่าท่านไม่ใช่คนไทย แต่ยินดีจากบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัวของ ท่านมาเมืองไทยเพื่อช่วยเหลือพวกเราคนตาบอดให้ช่วยเหลือตนเองได้ ในขณะที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ท่านไม่ได้หวัง อะไรตอบแทนจากพวกเรา นอกจากขอให้พวกเรา เมื่อวันหนึ่งช่วยเหลือตนเองได้อย่าลืมช่วยเหลือคนตาบอด รุ่นต่อไป
เหมือนอย่างที่ท่านได้ทำมา คำพูดนี้ได้ฝังลึกอยู่ในหัวใจผมมาโดยตลอด ผมบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเมื่อท่านทั้งสอง
ยอมละทิ้งบ้านเมืองและครอบครัวของตนมาทำงานเพื่อคนตาบอดในเมืองไทยโดยไม่หวังอะไรตอบแทน ผมเป็นคนไทยเอง ก็ต้องอุทิศตัวทำงานเพื่อคนตาบอดและคนพิการตามแบบอย่างของท่าน ผมจึงได้ใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งเมื่อผมช่วยเหลือตัวเองได้ ผมต้องทำงานให้กับองค์กรของคนตาบอดและทำให้องค์กรเข้มแข็ง และใฝ่ฝันว่าหากมีโอกาสก็จะจัดตั้งมูลนิธิเพื่อทำงาน
ด้านสิทธิมนุษยชนคนพิการ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะผมถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า คนพิการเป็นคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญที่สุดในการแก้ปัญหาของคนพิการ คุณภาพชีวิตของคนพิการจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพียงใด ดูได้จากความเข้มแข็งขององค์กรด้านคนพิการ.......

        ผมได้ทำงานเพื่อสิทธิของคนพิการมาตั้งแต่ผมกำลังศึกษาอยู่ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ระหว่างปี 
พ.ศ. 2515-2518) โดยผมได้ทำงานร่วมกับสมาคมคนตาบอดกรุงเทพ ตั้งแต่ในเรื่องการก่อตั้งห้องสมุดสำหรับคนตาบอด การเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายที่จำกัดสิทธิของคนพิการ เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, เคมบริดจ์ 
แมสซาชูเซท ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ. 2526 ผมได้ร่วมกับผู้นำคนพิการในการจัดตั้งสภาคนพิการทุกประเภท แห่งประเทศไทยขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2526 ผมได้อุทิศตัวทำงานกับสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
มาโดยตลอด (จนถึงทุกวันนี้) โดยดำรงตำแหน่งประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ถึง 4 สมัย

2. การก่อตั้ง

หนังสือสู้ชีวิต

        ในระหว่างปี พ.ศ. 2538-2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจประสบปัญหาล้มละลายและ
มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก ผมจึงได้เขียนหนังสือ ”สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส” ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักธรรมคำสอนของ
มิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์(ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) และ ซิสเตอร์โรสมัวร์(แม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอด
กรุงเทพฯ) หลักธรรมคำสอนของทั้ง 2 ท่าน ได้ช่วยให้ผมมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตจนประสบผลสำเร็จ ได้เป็นอาจารย์สอน
กฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหวังว่าหนังสือ “สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส” จะให้กำลังใจ แก่ผู้อ่านในการที่จะต่อสู้ชีวิตทำให้ตนเองมีความสุขได้ แม้จะต้องพบกับมรสุมชีวิตอย่างหนักก็ตาม ที่เรียกว่ารู้จักนำเคราะห์
มาสร้างโอกาส ในขณะเดียวกันทำให้ผมนึกถึงคนพิการอีกจำนวนมากที่ยังประสบความทุกข์ยากลำบากไม่มีโอกาสเหมือนผม ผมจึงตัดสินใจที่จะนำรายได้จากการขายหนังสือ และเชิญชวนผู้อ่านหนังสือบริจาคเงินร่วมกับผมจัดตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการเหมือนอย่างที่ผมได้รับ ผมและครอบครัวสามารถรวบรวมเงินและจัดตั้งเป็นมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้สำเร็จเรียบร้อยในวันที่ 2 ก.พ. 2542 
เลขใบอนุญาตที่ ต. 50/2542 โดยใช้บ้านของผมเองเป็นที่ตั้งของมูลนิธิ บ้านเลขที่ 5/2 ซอยอรุณอมรินทร์ 37 
ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

3. ชื่อและความหมาย
        มูลนิธินี้ชื่อว่า : มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ชื่อย่อภาษาไทย : มสพ. ชื่อภาษาอังกฤษ : Universal Foundation for 
Persons with Disabilities ชื่อย่อภาษาอังกฤษ: UFP เครื่องหมายของมูลนิธินี้ คือ เปลวไฟ และแผนที่ประเทศไทย

        ชื่อมูลนิธิ ที่ผมเลือกใช้ชื่อมูลนิธิสากล จุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นมูลนิธิของทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนาที่จะทำงานร่วมกันในการพัฒนาคนพิการให้พึ่งตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป สามารถรวมพลังสร้างสรรค์สังคมให้เป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน เป็นการเพิ่มศักยภาพคนพิการให้พ้นจากการเป็นภาระ
ไปสู่การเป็นพลังของสังคม ในการจดทะเบียนใช้ชื่อคำว่ามูลนิธิสากล มีปัญหา เพราะเลขาสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติใน
ขณะนั้น ขอให้ผมขอหนังสือความยินยอมจากสหประชาชาติ หรือมิฉะนั้นต้องหาชื่อคนที่ชื่อว่าสากลมาให้ความยินยอมหรือ
ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิด้วย เลขาสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติในขณะนั้นเสนอแนะให้ผมใช้ชื่อมูลนิธิว่ามูลนิธิวิริยะเพื่อคนพิการ ผมไม่ยินยอม แต่พร้อมที่จะหาคนที่มีชื่อว่า “สากล” มาร่วมก่อตั้งมูลนิธิ ในที่สุดเลขาสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติก็ยินยอม
ให้ใช้ชื่อ “มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ” ได้ 

4. สัญลักษณ์และความหมาย
โลโก้มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
        สัญลักษณ์ของมูลนิธิที่ใช้สัญลักษณ์เป็นเปลวไฟและแผนที่ประเทศไทย เพื่อให้มีความหมายให้ความหมายของ
สัญลักษณ ์ว่า ความร้อนคือพลัง แสงสว่างคือปัญญา แผนที่ประเทศไทย คือ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคนในประเทศ
ไทย ความหมายรวม คือ พลังและปัญญา สำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคนในประเทศไทย ผมมีความเชื่อว่าใน การที่จะพัฒนาคนพิการให้พึ่ง ตนเองได้นั้น ต้องอาศัยกำลังใจหรือจิตใจที่เอาจริงเอาจัง ไม่ท้อแท้ท้อถอยอีกทั้งต้องใช้ ปัญญาอย่างมาก จึงจะประสบผลสำเร็จ อีกทั้งสอดรับกับความเชื่อของศาสนาคริสต์ ที่ใช้สัญญาลักษณ์เปลวไฟหรือลิ้นไฟ
หมายถึง พระจิตเจ้าผู้ประทานพลังจิตและปัญญาให้แก่มนุษย์ และศาสนาพุทธเองก็ให้ความสำคัญเรื่องของพลังจิต และปัญญาเช่นกัน ผมได้แต่หวังว่าพระจิตเจ้าจะประทานพลังและ ปัญญาให้แก่คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกประเภทใน
ประเทศไทย เพื่อบุคคลเหล่านั้นจะได้พัฒนาตนเองจนพึ่งตนเองได้และร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมแฉกเช่นบุคคลทั่วไป
5.กรรมการผู้ก่อตั้งและชุดปัจุบัน

กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิได้แก่
1. ผศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็นประธานกรรมการ
2. นายวิรัช ศรีตุลานนท์ รองประธานกรรมการ
3. นางมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็นเหรัญญิก
4. นายแสวง บุญเฉลิมวิภาส เป็นเลขานุการ

กรรมการมูลนิธิชุดปัจจุบัน (Update 20/04/55)
1. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ
2. นายวิรัช ศรีตุลานนท์ รองประธานกรรมการ
3. นายอนุรักษ์ นิธิภัทราภรณ์ กรรมการ
4. นางบรรจง สงวนกุลชัย กรรมการ
5. นางยุพา รักษาเคน กรรมการ
6. นางสาวประภัสสร นามศิริพงพันธุ์ กรรมการ
7. นางทิตยา โอภาสเจริญกิจ กรรมการ
8. นายมาณพ ก่อธรรมฤทธิ์ กรรมการ
9. นางสาววารุณี นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการและเหรัญญิก
10. นางมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการและเลขานุการ

6. ที่อยู่ปัจจุบัน
        ปัจจุบันมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เดียวกับหอศิลป์ยิ้มสู้
เลขที่ 27/5 ซอยอรุณอมรินทร์39 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
ตู้ปณ. 1001 ปณฝ. ศิริราช กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ 02-8861188 โทรสาร 02-886-0956

7. ได้รับการประกาศ เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์และองค์กรกุศลสาธารณะ
        มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้สมัครเข้าไปเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์และได้รับอนุญาตให้เป็นองค์กรสาธารณะ
ประโยชน์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ทะเบียน เลขที่ 0460การเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ทำให้มูลนิธิสากลเพื่อ
คนพิการได้รับ สิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม 10 ประการ เช่น มีสิทธิเสนอชื่อผู้แทน เพื่อให้องค์กรสาธารณะ ประโยชน์เลือกกันเองเป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม แห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสด การสังคมจังหวัด เสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมการจัด
สวัสดิการสังคม เป็นต้น
 

ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลด

ดาวน์โหลด

ดาวน์โหลด

       มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้รับประกาศเป็นสถานหรือองค์กรกุศลสาธารณะ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้สมัครเข้าไปเป็นสถานหรือองค์กรกุศลสาธารณะและได้รับอนุญาตให้เป็นสถานหรือ
องค์กรกุศลสาธารณะในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ลำดับที่ 628 อีกทั้งทำให้บุคคลธรรมดาผู้บริจาคเงินให้แก่ มูลนิธิมีสิทธินำใบเสร็จไปใช้ลดหย่อนการเสีย ภาษีเงินได้ของตนตามจำนวนที่บริจาคจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงิน
ได้สุทธิ

8. รางวัลที่ได้รับ

        ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในภาวะยากลำบาก ประเภทสื่อ” จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นองค์ประธานผู้ประทานรางวัล
 

        ได้รับรางวัล รายการสื่อสร้างสรรค์ดีเด่นด้านการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อคนพิการ โดยท่านนายกรัฐมนตรี 
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้มอบให้ใน วันที่ 3 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นวันคนพิการสากล


 

วัตถุประสงค์ขององค์กร

        วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ประการแรกผมตั้งใจ ที่จะเน้นเรื่องการสร้างเจตคติต่อคนพิการในทางสร้างสรรค์ เพราะความเชื่อว่าคนพิการไม่มีความสามารถ หรือมีความสามารถจำกัด การใช้คนพิการทำงานหนักเป็นการสร้างเวรกรรม
เป็นความ เชื่อที่ทำให้คนพิการเป็นภาระของสังคมไปตลอด ไม่อาจจะได้รับการพัฒนาไปเป็นคนพิการที่พึ่งตนเอง และเป็นพลังให้กับสังคมได้ การจะเปลี่ยนคนพิการจากภาระไปเป็นพลังของสังคมได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนความเชื่อ ของคนไทยให้มีเจตคติต่อคนพิการในทางที่สร้างสรรค์ ต้องส่งเสริมให้คนไทยเชื่อว่า คนพิการมีศักยภาพมีศักดิ์ศรีแห่งความ เป็นมนุษย์เหมือนกับ บุคคลทั่วไป ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์แรกของมูลนิธิจึงได้กำหนดว่า “ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปมีเจตคติต่อ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสอย่างสร้างสรรค์โดย ใช้สื่อทุกชนิด เช่น สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดย
วิธีอื่นใด”
        ประการที่สอง ผมให้ความสำคัญในการพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิดไปจนให้คนพิการมีงานทำเพราะการพัฒนา
คนพิการได้เร็วมากเท่าใดก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนพิการมากเท่านั้น ทั้งๆที่การพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิดมีความ สำคัญมากแต่สังคมไทย ก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ นอกจากนี้ในการช่วยเหลือพัฒนาคนพิการต้องทำอย่างครบวงจร ตามเส้นทางชีวิตของคนพิการ กล่าวคือให้ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วมีสื่อสิ่ง อำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับ คนพิการแต่ละประเภทแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาจบแล้วได้รับการจัดหางานให้ทำ เหมือนอย่างที่ผมได้รับ ส่วนคนพิการระดับรุนแรงและครอบครัวยากจน ต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่แย่กว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ที่คนชั้นกลางเลี้ยงดูอยู่ ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิข้อที่สองจึงได้กำหนดว่า  “จัดให้มีบริการป้องกันความพิการ การให้บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส เช่น ตั้งสถานสงเคราะห์ 
โรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ โรงพิมพ์ และดำเนินกิจกรรมที่ช่วยให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิ และโอกาสเท่าเทียมกับ
บุคคลทั่วไป”
        ประการที่สาม ผมให้ความสำคัญในการประสานทรัพยากรมาใช้ในการพัฒนาคนพิการ ทั้งทรัพยากรจากรัฐบาลกลาง
และส่วนท้องถิ่น ทรัพยากรจากภาคเอกชน องค์กรของคนพิการ สื่อมวลชนและสถาบันอื่นๆ ของสังคม ทั้งใน และต่าง
ประเทศ ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิข้อที่สามจึงได้กำหนดว่า “ให้บริการประสานงานให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ได้รับความช่วยเหลือ จากหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยใช้สื่อ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการประสานงาน” 
ประการสุดท้าย ผมต้องการเห็นคนพิการเป็นคนดีมีศีลธรรม มีจิตอาสาที่จะทำงานเพื่อผู้อื่น ดังแบบอย่างที่ มิส เจเนวีฟ 
คอลฟิลด และ ซิสเตอร์ โรสมัวร์ สังคมใดมีแต่คนดี มีศีลธรรม มีจิตอาสาทำงานเพื่อผู้อื่น สังคมนั้นก็มีแต่ความสงบสันติ ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์ ของมูลนิธิข้อสุดท้ายจึงได้กำหนดว่า “ส่งเสริม หรือจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่คนพิการและผู้ด้อย
โอกาส ให้มีความเชื่อมั่นในตนเองมีมนุษยสัมพันธ์ มีจิตใจที่เสียสละเพื่อส่วนรวม ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ มีวินัยและเคารพกฎหมาย”

รูปแบบกิจกรรม/การทำงานของเรา

    กิจกรรมแรกๆที่มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการดำเนินการ เป็นโครงการพัฒนาเด็กออทิสติกและผู้ปกครอง โดยมูลนิธิทำงานร่วมกับนายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ผู้ปกครองบุคคลออทิสติก เช่น โครงการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับบุคคลออทิสติก และเด็กที่มีความ บกพร่องทางการเรียนรู้, โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเขียนแผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคลเด็กออทิสติก” , โครงการค่าย ส่งเสริมสมรรถภาพและการดำเนินชีวิตอิสระสำหรับเด็กออทิสติก เป็นต้น
        เมื่อผมได้รับโอกาสเข้าไปช่วยเหลืองานที่กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกับหลายท่านในการผลักดันให้เกิดศูนย์
การศึกษาพิเศษประจำ จังหวัดทุกจังหวัด โดยศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดมีภารกิจหลักในการพัฒนาเด็กพิการ
ตั้งแต่แรกเกิดร่วมกับ นายแพทย์ นักวิชาชีพกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด แก้ไขการพูด และนักสังคมสงเคราะห์ตลอดจน ช่วยเหลือดูแลประสานหา สิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา เพื่อช่วยเหลือให้คนพิการเรียนร่วมได้อย่างมีคุณภาพ การเรียนร่วมสามารถให้การศึกษาแก่ คนพิการที่อยู่ใกล้บ้านได้และได้อย่างทั่วถึง แต่ศูนย์การพิเศษประจำจังหวัดต่างๆ ได้งบประมาณจากรัฐบาลน้อยมาก ต่อมานายประหยัด ทรงคำ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ขออนุญาตจากผมในการที่จะจัดตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการสาขาภาคเหนือ เพื่อจัดทำสื่อต่างๆใช้ในการเผยแพร่ ศักยภาพของคนพิการ และหารายได้สนับสนุนกิจกรรมของศูนย์การศึกษาพิเศษเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่จากนั้นศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดต่างๆได้ขอจัดตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการประจำจังหวัดของตน ปัจจุบันมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ จึงมีสาขาอยู่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการสาขาจังหวัดต่างๆนั้นดำเนินงานอย่างอิสระจากสำนักงานใหญ่มีคณะกรรมการของมูลนิธิสาขาเอง ระดมทุนหารายได้เพื่อนำมาสนับสนุนศูนย์ การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด หรือโรงเรียนของตนด้วยตนเอง โดยสำนักงานใหญ่คอยให้การสนับสนุนเงินทุนในการจัดทำ โครงการต่างๆและคอยช่วยตรวจสอบการทำงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใสปัจจุบันมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการสำนักงานใหญ่และศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดต่างๆได้ร่วมกันทำโครงการต่างๆเช่น 
(1) โครงการอบรมปฏิบัติการให้ความรู้ ฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กเล็กผู้พิการแบบองค์รวม
(2) จัดทำโครงการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับบุคคลออทิสติกและเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้
(3)โครงการจากภาระสู่พลัง ส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่รุนแรงและยากจน 
เพื่อเปลี่ยนผู้ปกครองเป็นครู เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน 
(4)โครงการค่ายส่งเสริมสมรรถภาพและการดำเนินชีวิตอิสระสำหรับเด็กพิการ 
(5)โครงการส่งเสริมเด็กพิการในชนบทที่ห่างไกลให้ได้รับการศึกษา 
(6)โครงการฝึกอาชีพระยะสั้น 
(7)โครงการสารคดี “ยิ้มสู้” 
(8) โครงการหอศิลป์ยิ้มสู้ 
(9)โครงการผลิตหนังสือเสียงสำหรับคนบอด เป็นต้น

หมวดหมู่องค์กร

กลุ่มเป้าหมาย/เป้าหมายขององค์กร

  • เด็กและเยาวชน
  • คนพิการ

ทรัพยากรการทำงานที่เราต้องการ

  • เงิน
  • อุปกรณ์การเรียน
  • สื่อการเรียนรู้

เปิดรับบริจาคออนไลน์

ปิด

แสดงความคิดเห็น

คะแนน
CAPTCHA
คำถามนี้เป็นการทดสอบว่าคุณไม่ใช่ spam
เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น