ไทยฮอตไลน์ แจ้งเว็บผิดกฎหมาย/เป็นอันตรายต่อสังคม

รายละเอียดของเนื้อหา

ชื่อองค์กร: 

Internet Foundation for the Development of Thailand

จำนวนเงินขอรับการสนับสนุน: 

500,000.00 บาท

ประเภทของการบริจาค: 

  • เงิน

ระยะเวลาดำเนินโครงการ: 

03 มีนาคม 2558

สรุปย่อโครงการ

ด้วยปริมาณข้อมูลมหาศาลบนอินเทอร์เน็ต และลักษณะเด่นของอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้ทุกคนเป็นผู้เขียนหรือใส่ข้อมูลเข้าไปได้  จึงอาจพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ สื่อลามกอนาจารเด็ก การพนัน ยาเสพติด ข้อมูลส่วนบุคคล การหมิ่น หรือเนื้อหาที่ขัดต่อวัฒนธรรมสังคม ทำให้เกิดความแตกแยก เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นต้น จำเป็นต้องมีแนวทางในการกำกับดูแลที่เหมาะสม 
กลไกหลักในการกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต ที่นานาอารยประเทศใช้ ประกอบด้วย 1)การใช้กฎหมายและมาตรการลงโทษ 2) การปิดกั้นและกลั่นกรองเนื้อหาที่เป็นอันตราย 3) การกำหนดกฎกติกามารยาทในการอยู่/ใช้งานร่วมกัน 4) สายด่วนแจ้งเหตุ และ 5) การให้ความรู้สร้างความเข้าใจให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ต  
สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ปี พ.ศ.2550 พรบ.ดังกล่าว ไม่ได้บัญญัติมาตรการป้องกันและการจำกัดผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิดไว้  คงมีเพียงมาตรการป้องปรามเพื่อช่วยในการจัดการกับผู้กระทำผิด กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเนื้อหาที่มีความเสี่ยงและตัดสินใจว่าจะปิดกั้นเว็บไซต์ใด ร่วมมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในการกลั่นกรองเว็บไซต์ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบเสาะหาตัวผู้ก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ลงโทษตามกฎหมาย 
ส่วนประเทศในยุโรปและอเมริกา มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งขององค์กรภาคเอกชน ในการสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันด้วยความรับผิดชอบ ทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน และตัวผู้ใช้เอง จะมีกฎกติกามารยาทในการใช้งานร่วมกัน ช่วยกันตรวจตราเฝ้าระวังผ่านระบบสายด่วนแจ้งเหตุ (Hotline) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการให้ความรู้ในการออนไลน์อย่างปลอดภัย การรู้เท่าทันสื่อดิจิตอล โดยสอดแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในโรงเรียน จัดเป็นโปรแกรมรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ
บริการสายด่วนอินเทอร์เน็ต ไทยฮอตไลน์ (www.thaihotline.org) เป็นมาตรการที่ชุมชนผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จะช่วยกันสอดส่องดูแลเนื้อหาสาระ (Content) ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วแจ้งเตือน เพื่อระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างทันท่วงที  เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยทุกเพศ ทุกวัย ทั้งนี้รูปแบบการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายฮอตไลน์นี้ ได้มีการจัดตั้งแล้วใน 33 ประเทศ 35 ฮอตไลน์  โดยมีศูนย์กลางที่  www.inhope.org  ซึ่งไทยฮอตไลน์ได้รับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของมูลนิธิ INHOPE เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย INHOPE ต่อไป
ไทยฮอตไลน์ มุ่งเน้นไปที่การปกป้องเด็กให้ปลอดภัยจากการถูกแสวงหาประโยชน์  ไม่ว่าจะเป็นการค้าประเวณีเด็ก สื่อลามกเด็ก การค้าเด็ก การล่อลวงเด็ก โดยทำงานใกล้ชิดกับองค์กรด้านเด็ก ไทยฮอตไลน์ต่อต้านการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อาชญากรรมทางการเงิน การเผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อกฎหมาย เป็นภัยต่อสังคม ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อส่งเสริมมาตรการดูแลเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย/เป็นอันตรายต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ต โดยยึดตามหลักมาตรฐานสากล ได้แก่ สื่อลามก/การล่อลวง/การค้าประเวณีเด็ก การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  การก่อการร้าย อาชญากรรมการเงิน และเนื้อหาที่ผิดกฎหมายไทย ได้แก่ หมิ่นสถาบัน สื่อลามก การพนัน รวมถึงเนื้อหาที่ขัดต่อวัฒนธรรมสังคมไทย
  2. เพื่อให้สมาชิกผู้ร่วมโครงการ อันได้แก่ ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ องค์กรเอกชนต่างๆ มีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม สร้างจุดร่วมของการกำกับดูแลเนื้อหาด้วยตนเอง (Content Self Regulation)
  3. เพื่อลดภาระงานของภาครัฐ ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ภาครัฐ โดยภาครัฐไม่ต้องตรวจสอบและควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ตเอง เพียงทำหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนและธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ ตรวจสอบและดูแลเนื้อหา ตลอดจนหามาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม
  4. เพื่อประสานความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์ ให้มีแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
  5. เพื่อประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงกับองค์กรต่างประเทศ เช่น เครือข่ายสายด่วนอินเทอร์เน็ต อินโฮป (INHOPE) องค์กรตำรวจไซเบอร์ (POLCYB) ในการทำงานต่อต้านกับอาชญากรรมอินเทอร์เน็ต และการปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยออนไลน์ 

ลักษณะกิจกรรม

  1. การรับแจ้งเว็บไซต์ผิดกฎหมาย/ไม่เหมาะสม และการติดต่อประสานงานเพื่อดำเนินการกับเนื้อหาดังกล่าว
  2. การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการกับเนื้อหาไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ต
  3. การสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาคีระหว่างประเทศเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลเนื้อหาด้วยตนเอง
  4. การเผยแพร่ความรู้ในการใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมสัมมนา และสื่อประชาสัมพันธ์
  5. การศึกษาวิจัยเพื่อผลักดันในเชิงนโยบายในเรื่องการกำกับดูแลเนื้อหาไม่เหมาะสมในประเทศไทย